วันอังคารที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2557

หลักเภสัช 4 - เภสัชวัตถุ




1.เภสัชวัตถุ แบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทได้แก่

1.1. พืชวัตถุ

แบ่งออกได้เป็น 5 จำพวก ได้แก่
1.1.1. พืชจำพวกต้น
1.1.2. พืชจำพวกเครือ เถา
1.1.3. พืชจำพวกหัว เหง้า
1.1.4. พืชจำพวกผัก
1.1.5. พืชจำพวกหญ้า

1.2. สัตว์วัตถุ

แบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่ม ได้แก่
1.2.1. สัตว์บก
1.2.2. สัตว์น้ำ
1.2.3. สัตว์อากาศ

1.3. ธาตุวัตถุ

แบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่ม ได้แก่
1.3.1. ธาตุที่สลายตัวง่าย
1.3.2 ธาตุที่สลายตัวยาก


ความรู้พื้นฐาน-ประวัติยาเบญจกูล




4.ประวัติยาเบญจกูล

      เบญจกูล หรือ พิกัดเบญจกูล เป็นพิกัดยาที่ใช้กันมากในตำรับยาไทย เพราะว่าใช้ประจำธาตุทั้ง 4 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ ในร่างกายของคนเรา ทั้งยังใช้แก้ในกองฤดู กองสมุฏฐานต่างๆอีกด้วย
      พระอาจารย์ท่านได้กล่าวสืบต่อกันมาว่า มีฤาษี 6 ตน ซึ่งแต่ละตนได้ค้นคว้าตัวยาโดยบังเอิญ โดยแต่ละอย่างนั้นมีสรรพคุณรักษาโรค และสมุฏฐานต่างๆได้ ซึ่งมีประวัติ ดังนี้

  1. ฤาษีตนหนึ่งชื่อ "ปัพพะตัง" บริโภค "ผลดีปลี" เชื่อว่า อาจระงับอชิณโรคได้ (แพ้ของแสลง)
  2. ฤาษีตนหนึ่งชื่อ "อุธา" บริโภค "รากช้าพลู" เชื่อว่า อาจระงับซึ่งความเมื่อยขบได้
  3. ฤาษีตนหนึ่งชื่อ "บุพเทวา" บริโภค "เถาสะค้าน" เชื่อว่า อาจระงับเสมหะและวาโยได้
  4. ฤาษีตนหนึ่งชื่อ "บุพพรต" บริโภค "เจตมูลเพลิง" เชื่อว่า อาจระงับโรคอันบังเกิดแต่ดี อันทำให้หนาวและเย็นได้
  5. ฤาษีตนหนึ่งชื่อ "หิทธิธรรม" บริโภค "เหง้าขิง" เชื่อว่า อาจระงับตรีโทษได้
  6. ฤาษีตนหนึ่งชื่อ "มุรทาธร" เป็นผู้ประมวลสรรพยาทั้งหมดนี้เข้าด้วยกัน ให้ชื่อว่า "เบญจกูล" เสมอภาค เชื่อว่า ยาเบญจกูลนี้ อาจระงับโรคอันบังเกิดแก่ ทวัตติงสาการ คือ อาการ 30 ของร่างกาย มีผมเป็นต้นและมันสมองเป็นที่สุด และบำรุงธาตุทั้ง 4 ให้บริบูรณ์

     ตัวยาแต่ละตัวในเบญจกูล ใช้เป็นยาประจำธาตุได้ดังนี้
  • ดอกดีปลี ประจำ ธาตุดิน (ปฐวีธาตุ)
  • รากช้าพลู ประจำ ธาตุน้ำ (อาโปธาตุ)
  • เถาสะค้าน ประจำ ธาตุลม (วาโยธาตุ)
  • รากเจตมูลเพลิง ประจำ ธาตุไฟ (เตโชธาตุ)
  • เหง้าขิง ประจำ ทวารของร่างกาย (อากาศธาตุ)

    ทั้ง 5 ตัว เป็นยารสร้อน สำหรับบำรุงเลือด



ความรู้พื้นฐาน-หลักเภสัช 4




3.หลักเภสัช 4

   การศึกษาวิชาเภสัชกรรมแผนโบราณ จำเป็นต้องรู้หลักสำคัญของการศึกษาวิชานี้ เพื่อได้จดจำง่าย ได้จัดไว้เป็นหลักฐานใหญ่ๆที่เรียกว่า "หลักเภสัช" โดยจำแนกออกเป็น 4 บท เพราะผู้ที่จะเป็นเภสัชกรแผนโบราณ ต้องรู้หลักใหญ่ 4 ประการนี้ มาก่อน คือ

3.1. เภสัชวัตถุ

       คือ รู้จักวัตถุนานาชนิดที่จะนำมาใช้เป็นยารักษาโรคและรักษาไข้ จะต้องรู้ลักษณะพื้นฐานของตัวยาหรือสมุนไพรแต่ละชนิด คือต้องรู้จักชื่อ ลักษณะ กลิ่น สี รส

3.2. สรรพคุณเภสัช

      คือ รู้จักสรรพคุณของวัตถุนานานชนิดที่จะนำมาใช้เป็นยา จะต้องรู้รสของตัวยานั้นๆก่อน จึงสามารถทราบสรรพคุณได้ภายหลัง

3.3. คณาเภสัช

      คือ รู้จักการจัดหมวดหมู่ตัวยาหลายสิ่งหลายอย่าง รวมเรียกเป็นชื่อเดียว

3.4. เภสัชกรรม

      คือ รู้จักการปรุงยา ผสมเครื่องยาหรือตัวยา ตามที่กำหนดในตำรับยา หรือตามใบสั่งยา


ความรู้พื้นฐาน-จรรยาเภสัช




2.จรรยาเภสัช

    ผู้ที่จะมาเป็นเภสัชกรนอกจากจะต้องมีความรู้ถึงหลักเภสัชกรรมแล้ว ยังจะต้องมีคุณธรรม คือ ต้องมีจรรยาบรรที่ดีงาม ซึ่งจะเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวให้ประพฤติดี ปฏิบัติในทางที่ถูกที่ควรและชอบธรรม เป็นทางนำความสุขและความเจริญรุ่งเรืองมาสู่ตน จรรยาเภสัช 5 ประการ ดังนี้

2.1. ต้องมีความขยันหมั่นเพียร
       
หมั่นเอาใจใส่ศึกษาวิชาแพทย์เพิ่มเติม ให้เหมาะแก่กาลสมัยอยู่เสมอ โดยไม่เกียจคร้าน

2.2. ต้องพิจารณาหาเหตุผลในการปฏิบัติงานด้วยความสะอาด
       
ประณีต ไม่ประมาท ไม่มักง่าย

2.3. ต้องมีความซื่อสัตย์สุจริต 
      
และมีเมตตาจิตแก่ผู้ป่วย ไม่โลภเห็นแก่ลาภ โดยหวังผลกำไรมากเกินควร

2.4. ต้องละอายต่อบาป
      
ไม่กล่าวเท็จหรือกล่าวโอ้อวด ให้ผู้อื่นหลงเชื่อในความรู้ ความสามารถอันเหลวไหลของตน

2.5. ต้องปรึกษาผู้ชำนาญ
      
เมื่อเกิดข้อสงสัยในตัวยาชนิดใด หรือวิธีปรุงยาโดยไม่ปิดบังความเขลาของตน

ความสำคัญของจรรยาเภสัชนี้ เพื่อให้เภสัชกรระลึกอยู่เสมอว่า การปรุงยา หรือ ผสมยา หรือการประดิษฐ์วัตถุใดๆขึ้นเป็นยาสำหรับมนุษย์ ต้องมีความรับผิดชอบต่อชีวิตมนุษย์ จะต้องมีความสะอาด ประณีต รอบคอบ นึกถึงอยู่เสมอว่าเป็นสิ่งบำบัดโรคภัยไข้เจ็บต่อชีวิตมนุษย์ มิใช่เป็นยาทำลายชีวิตมนุษย์ เภสัชกรจึงต้องมีจิตใจบริสุทธิ์ยึดหลักจรรยาเภสัชเปรียบเหมือนศีล 5 เป็นข้อยึดเหนี่ยวหรือเป็นกฏข้อบังคับเตือนใจเตือนสติให้ผู้เป็นเภสัชกร ประพฤติปฏิบัติในทางที่ถูกที่ควร เปนทางนำไปสู่คุณงามความดี และนำความเจริญก้าวหน้าแห่งวิชาชีพสืบต่อไปชั่วกาลนาน


ความรู้พื้นฐาน-ประวัติความเป็นมา



ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการแพทย์แผนไทย

1.ประวัติความเป็นมา

1.1.ประวัติความเป็นมาของการแพทย์แผนโบราณ

        ประวิตการแพทย์แผนโบราณ เริ่มต้นตั้งแต่สมัยพุทธกาล โดยชายผู้หนึ่ง ชื่อ "ชีวโกมารภัจจ์" ซึ่งศึกษาวิขาการแพทย์ใน  "สำนักทิศาปราโมกข์แห่งเมืองตักศิลา" ซึ่งต่อมาได้มีการถวายการรักษา "พระเจ้าพิมพิสารซึ่งทรงประชวรด้วยโรคริดสีดวงทวาร" ด้วยการถวายยาทาเพียงครั้งเดียว จึงโปรดให้เป็นแพทย์หลวงประจำพระองค์และบำรุงพระสงฆ์

1.2.ประวัติการแพทย์แผนโบราณในประเทศไทย

   1.2.1.การแพทย์แผนโบราณสมัยก่อนรัตนโกสินทร์

  • ได้มีการค้นพบศิลาจารึกของอาณาจักรขอม ในสมัย "พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 " ทรงสร้างสถานพยาบาล เรียกว่า "อโรคยาศาลา"
  • มีการค้นพบหินบดยาสมัยทราวารดี
  • ได้มีการค้นพบหลักศิลาจารึกของ "พ่อขุนรามคำแหงมหาราช" ในสมัยสุโขทัย ได้บันทึกไว้ว่า ทรงสร้างสวนสมุนไพรขนาดใหญ่บน "เขาหลวงหรือเขาสรรพยา" (ปัจจุบันคือ อ.สรรพยา จ.ชัยนาท)
  • ในสมัย "สมเด็จพระนารายณ์มหาราช" แห่งกรุงศรีอยุธยา ได้มีการค้นพบบันทึกว่า มีระบบการแจกจ่ายยาที่ชัดเจนสำหรับราษฏร มีแหล่งจำหน่ายยาแลพสมุนไพร มีการรวบรวมตำรับยาขึ้นเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การพแพทย์แผนโบราณ เรียกว่า "ตำราพระโอสถพระนารายณ์" และในสมัยนี้การแพทย์แผนตะวันตกเริ่มเข้ามามีบทบาทแต่ยังขาดความนิยม

   1.2.2.การแพทย์แผนโบราณในสมัยรัตนโกสินทร์

  • รัชกาลที่ 1 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
       ทรงปฏิสังขรณ์ วัดโพธาราม หรือ วัดโพธิ์ ขึ้นเป็นพระอารามหลวง ให้ชื่อว่า "วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม" ทรงให้รวบรวมและจารึกตำรายา "ฤาษีดัดตน" มีการจัดตั้งกรมหมอและโรงพระโอสถคล้ายกับสมัยอยุธยา
    แพทย์ที่รับราชการ เรียกว่า "หมอหลวง" ส่วนหมอที่รักษาราษฎร เรียกว่า "หมอราษฏร" หรือ "หมอเชลยศักดิ์"
  • รัชกาลที่ 2 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
       ทรงมีพระบรมราชโองการให้รวบรวมตำรายา และให้ตรากฏหมายชื่อว่า "กฏหมายพนักงานพระโอสถถวาย"
  • รัชกาลที่ 3 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
       ทรงโปรดเกล้าให้มีการจัดตั้งโรงเรีียนแพทย์แผนโบราณแห่งแรก คือ โรงเรียนแพทย์แผนโบราณวัดโพธิ์ ทรงให้มีการจารึกตำรายาตามผนังรอบวัดโพธิ์ และในรัชสมัยนี้ มีการนำการแพทย์แผนตะวันตกเข้ามาโดยมีมิชชันนารีชาวอเมริกา โดยนายแพทย์ แดน บีช บรัดเลย์ หรือที่เรียกว่า "หมอบรัดเลย์"
  • รัชการที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
       ได้นำการแพทย์แผนตะวันตกมาใช้มากขึ้น แต่ยังไม่สามารถเปลี่ยนความนิยมได้
  • รัชกาลที่ 5 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
       มีการจัดตั้งศิริราชพยาบาล ใน พ.ศ. 2431 มีการเรียนการสอนและให้รักษาทั้งการแพทย์แผนโบราณและแพทย์แผนตะวันตกร่วมกัน แต่เป็นไปด้วยความยากลำบาก มีการพิมพ์ตำราแพทย์สำหรับใช้ในโรงเรียนแพทย์เป็นครั้งแรกในปี พ.ศ.2438 โดยพระยาพิษณุ ชื่อตำรา "แพทย์ศาสตร์สงเคราะห์" ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นตำราแห่งชาติฉบับแรก
  • รัชกาลที่ 6 พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว
       มีการประกาศยกเลิก การแพทย์แผนโบราณ และให้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติการแพทย์ เป็นการควบคุมการประกอบโรคศิลปะ ทำให้หมอพื้นบ้านโดนจับ บ้างก็มีการเผาตำราทิ้ง
  • รัชกาลที่ 7 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
       ได้มีการตรากฏหมายเสนาบดี แบ่งการประกอบโรคศิลปะ ออกเป็น แผนปัจจุบัน และ แผนโบราณ
  • รัชกาลที่ 9 พระบราทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช
       ปี พ.ศ. 2500 มีการจัดตั้งสมาคมของโรงเรียนแพทย์แผนโบราณ ได้ก่อตั้งขึ้นที่วัดโพธิ์ กทม.
       ปี พ.ศ. 2525 ได้ก่อตั้งโรงเรียนอายุเวทวิทยาลัย (ชีวกโกมารภัจจ์) ที่วัดบวรนิเวศวิหาร